ดูบทความเส้นทางของ บัณฑิต ผู้มีจิตใฝ่การศึกษา

เส้นทางของ บัณฑิต ผู้มีจิตใฝ่การศึกษา

เส้นทางของ


“ บัณฑิต ”


ผู้มีจิตใฝ่การศึกษา

พระเดชพระคุณหลวงปู่มีความเป็นบัณฑิตอยู่ในตน ท่านฝึกฝนตนเองและให้ความสำคัญในเรื่องการศึกษามาโดยตลอด ทุกวันนี้ภาพที่เราเห็นกันอย่างชัดเจนและชินตาคือ บทบาทของความเป็น ครู อุปัชฌาย์ อาจารย์ แต่กว่าที่ท่านจะมาเป็นครู ผู้ให้ความรู้แก่เหล่าลูกศิษย์ ท่านได้เคี่ยวกรำตนเองในทางการศึกษาเล่าเรียนมาโดยตลอด หากเราค่อย ๆ ตามรอยประวัติของหลวงปู่จะเห็นภาพเส้นทางการศึกษาของพระเดชพระคุณหลวงปู่ในทุกด้านตามช่วงกาลเวลาแห่งการเรียนรู้

พ.ศ. ๒๔๗๑ การเรียนระดับประถมศึกษา
พ.ศ. ๒๔๗๖ การเรียนภาษาไทยยวน/ตัวเมืองล้านนา
พ.ศ.๒๔๗๗ การเรียนนักธรรมชั้นตรี
พ.ศ.๒๔๘๖ การเรียนนักธรรมชั้นโท
พ.ศ.๒๔๘๗ การเรียนนักธรรมชั้นเอก
พ.ศ.๒๔๘๗ การเรียนบาลีชั้นเปรียญตรี
พ.ศ.๒๔๙๓ การอ่านพระไตรปิฎกด้วยตัวเอง
พ.ศ.๒๔๙๗ การเรียนวิปัสสนากัมมัฏฐาน ๑ ปี
พ.ศ.๒๔๙๗ การเรียนพระอภิธรรม
พ.ศ.๒๔๙๘ การเรียนวิปัสสนากัมมัฏฐาน ที่ประเทศเมียนมาร์

การเรียนประถมศึกษา การศึกษาภาคบังคับ
(พ.ศ. ๒๔๗๑ - พ.ศ. ๒๔๗๕)

(พ.ศ. ๒๔๗๑ - พ.ศ. ๒๔๗๕)
ประเทศไทยเริ่มมีการศึกษาภาคบังคับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๐ เป็นรัชสมัยในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖ เด็กทุกคนต้องจบการศึกษาขั้นต่ำ คือ ประถมศึกษา ชั้นที่ ๔ ในระบบโรงเรียนภาคการศึกษาบังคับ ดังนั้น คุณพ่อทาจึงส่งเด็กชายทองให้ไปเรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนบ้านแอ่น อันเป็นโรงเรียนใหญ่ประจำตำบล จนเด็กชายทอง พรหมเสน อายุ ๙ ขวบ ได้สำเร็จการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ในปีนั้นเองเด็กชายทองก็ต้องประสบกับมหาวิปโยคที่สุดในชีวิต เมื่อคุณแม่แต้ม พรหมเสน เสียชีวิตลง ทำให้เด็กชายทองและเด็กหญิงตุ้ม (น้องสาว) ต้องย้ายไปอยู่กับลุงผู้เป็นพี่ชายของแม่ที่ บ้านแม่ตื๋น อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเวลา ๑ ปี ทางพี่ชายจึงได้ไปรับกลับมาอยู่ที่บ้านนาแก่งตามเดิม ในสมัยที่ท่านไปอยู่นั้น ท่านเล่าว่า “ต้องตื่นแต่เช้าหุงข้าว ไปเลี้ยงควาย กลับมาก็ตำข้าว หาบน้ำ พลบค่ำก็ก่อกองไฟไล่ยุงให้กับควาย” ทำอย่างนี้อยู่เป็นประจำ


การเรียน ภาษาไทยยวน

เตรียมตัวเข้าสู่เส้นทางพุทธศาสนา
พ.ศ. ๒๔๗๖ - พ.ศ. ๒๔๗๗
เมื่อถึงคราวต้องบวชเด็กชายทองต้องไปอยู่เป็นลูกศิษย์วัดที่วัดนาแก่งเพื่อเรียนหนังสือเตรียมบรรพชา เนื่องจากการบวชสมัยก่อนโน้นไม่ใช่ได้บวชกันง่ายๆ อย่างเดี๋ยวนี้ เด็กที่จะได้รับอนุญาตให้บรรพชา ต้องท่องบทสวดมนต์เจ็ดตำนานและสิบสองตำนานให้คล่องปากต้องไปอยู่ในวัดอยู่ในความควบคุมของเจ้าอาวาส เมื่อเรียนอักษรไทยเหนือได้ชำนาญ แล้วพระอาจารย์จะเขียนบทสวดมนต์ลงในกระดานชนวนให้เต็มหน้ากระดานแล้ว ให้ไปท่องจนคล่องปาก ทุกเย็นหลังทำวัตรสวดมนต์เสร็จ เด็กวัดแต่ละคนจะเข้าคิวไปนั่งประนมมือ ท่องบทสวดนั้นๆ ให้เจ้าอาวาสฟังถ้าท่องได้ไม่ติดขัด ท่านก็ให้ผ่านแล้วให้พระพี่เลี้ยงเขียนบทสวดบทใหม่ให้อีกหากเด็กวัดคนไหนท่องไม่ได้หรือตะกุกตะกักท่าน

จะสอบถามว่าทำไมท่องไม่ได้ กลางวันไปทำอะไรมา ไปเล่นซุกซนที่ไหน หลังจากนั้น ท่านก็ให้รางวัลด้วยการหวดไม้เรียวที่น่อง ๓ ที แล้วให้กลับไปท่องอีกให้คล่องปาก เจ้าอาวาสที่เคร่งครัดหน่อย ถ้าลูกศิษย์วัดท่องผิด ๑ ตัว ก็อาจจะตี ๑ ที เด็กวัดจึงพากเพียรพยายามกันมากต้องอดทนกันจริงๆ ถึงเวลาเรียนสวดมนต์คือไปท่องให้เจ้าอาวาสฟัง หัวใจจะเต้นโครมครามกันทุกคน ไม่ว่าจะท่องได้หรือไม่ ความรู้สึกเกรงว่าจะท่องผิด แล้วจะโดนไม้เรียวนั้นมันช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน เด็กบางคนท่องได้ไม่ชำนาญ เมื่อเวลาที่เจ้าอาวาสเรียกให้มาสวดมนต์ให้ฟัง เหงื่อออกเม็ดโป้งๆ ทั้งๆ ที่เป็นฤดูหนาว บ้างก็ปวดอุจจาระ บ้างก็ปวดปัสสาวะ บางคนถึงกับปัสสาวะราดเอาเลยทีเดียว

 

 

ข้อมูลมาจากหนังสือ : สิริมงฺคมหาเถร (หลวงปู่ทอง สิริมงฺคโล) หน้า ๓๓ - ๓๔

27 มกราคม 2562

ผู้ชม 75 ครั้ง